วิชาภูมิศาสตร์ กับเทคโนโลยี

หายไปหลายวัน เพิ่งได้มีโอกาสกลับมาเขียนครับ คราวนี้มีเรื่องมาเล่าให้ฟังเกี่ยวกับการบ้านวิชาภูมิศาสตร์ ซึ่งคุณครูก็ให้โจทย์มาว่า “บ้านกับโรงเรียนห่างกันเป็นระยะทางเท่าใด?” ซึ่งเจ้าลูกชายก็มาขอยืมใช้เครื่อง GPS ของผม เพื่อหาคำตอบของการบ้านข้อนี้

ก่อนจะไปต่อ ขอขยายความเรื่อง GPS หน่อยครับ เพราะหลายๆ คนอาจจะยังไม่รู้จัก เครื่อง GPS นั้น เรียกเต็มๆ ว่า Global Positioning System หรือแปลเเป็นไทยให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ ระบบที่ใช้ในการบอกตำแหน่งของเราบนโลกใบนี้ นั่นเอง

ระบบ GPS ทำงานโดยอาศัยดาวเทียมที่โคจรอยู่รอบโลก ซึ่งจะต้องอาศัยดาวเทียมอย่างน้อย 3 ดวง (ตามทฤษฎี) เพื่อที่จะคำนวนหาตำแหน่งของเราบนโลกได้ โดยขณะที่เราถือเครื่อง GPS นั้น มันจะรับสัญญาณดาวเทียม แล้วคำนวนออกมาเป็นตำแหน่ง แลดติจูด ลองติจูดเท่าไหร่ จากนั้นคอมพิวเตอร์ในเครื่อง GPS ก็จะนำพิกัดนั้นไปวางลงบนข้อมูลแผนที่ แล้วแสดงผลให้เราเห็นว่า ตอนนี้เรายังที่ตรงไหน ของถนนอะไร ข้างหน้ามีทางแยก เ็ป็นต้น

และหากเรากำหนดตำแหน่งปลายทางที่เราจะเดินทาง เครื่อง GPS ก็จะคำนวนเส้นทางการเดินทางให้เรา รวมทั้งระยะทาง และประมาณเวลาที่ใช้ในการเดินทางด้วย นี่เองที่ทำให้ลูกชายมายืมเครื่อง GPS ไปใช้

หลายๆ คนที่เคยเห็นเครื่อง GPS (แต่ยังไม่ได้เป็นเจ้าของ) ก็มักเข้าใจผิดว่า ดาวเทียมส่งแผนที่มาด้วย ซึ่งในความจริงแล้ว ดาวเทียมเพียงช่วยบอกพิกัดตำแหน่ง แต่้ข้อมูลแผนที่ และสถานที่ต่างๆ อยู่ในเครื่อง GPS ที่หนักไปกว่านั้น คือ ถามว่า เครื่อง GPS บอกได้ไหมว่า ตรงไหนรถติด อันนี้ต้องรอก่อน อีกหน่อยคงทำได้ แต่ไม่ใช่ตอนนี้ในประเทศไทย

สำหรับเครื่อง GPS นี้ หากใครที่ไม่เดือดร้อนเรื่องเงินๆ ทองๆ ผมก็อยากแนะนำให้ซื้อมาใช้ ราคาประมาณหนึ่ง-สองหมื่น มีแล้วใช้คุ้มแน่ โดยเฉพาะไปเที่ยวต่างจังหวัด

PinkGarminNuvi200

อันนี้เป็น GPS ที่ผมใช้อยู่ ยี่ห้อ Garmin รุ่น Nuvi 200 สีชมพู
(ขี้เกียจถ่ายภาพครับ เลยเอาภาพของต่างประเทศมาให้ดูแทน)

กลับมาเรื่องของเราต่อ…

ผมลองถามลูกชายว่า แล้วเพื่อนหนูที่เขาไม่มีเครื่อง GPS เขาจะทำอย่างไรล่ะ?
ถึงตรงนี้ ผมก็เลยคิดว่า น่าจะแนะนำให้พวกเรารู้จักกับแผนที่บนอินเตอร์เน็ตกันบ้าง ซึ่งนอกจากจะใช้หาคำตอบของการบ้านนี้แล้ว ยังอาจนำไปใช้อย่างอื่นในการเรียนได้อีก

แผนที่บนอินเตอร์เน็ตที่จะแนะนำก็ไม่ใช่ของใครที่ไหน แต่เป็นของ Google นั่นเอง (ความจริงยังมีอีกหลายอย่างที่ Google มีให้เราใช้ฟรี) เรามาเริ่มกันเลยไหมครับ โดยให้เข้าไปที่ maps.google.co.th คุณก็จะเห็นแผนที่ประเทศไทยขึ้นมา จากนั้น ในช่องที่ปกติคุณใส่ข้อความที่ต้องการค้นหา คราวนี้ก็ลองใส่ชื่อสถานที่ที่ต้องการค้นหา ลองภาษาไทยก่อน หากไม่เจอค่อยใช้ภาษาอังกฤษ

map2009-06-16
คลิ้กที่ีรูปเพื่อขยายใหญ่

นอกจากเราจะหาตำแหน่งของสถานที่ต่างๆ ด้วย google ได้แล้ว ยังสามารถดูว่า การจะเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งนั้น ต้องไปทางไหน ระยะทางเท่าไหร่ และใช้เวลาเิิดินทางนานแค่ไหน เป็นต้น

วิธีการก็คือ คุณต้องหาตำแหน่งต้นทางบนแผนที่เสียก่อน เมื่อเจอแล้วก็ให้ึึคลิ้กขวาแล้วเลือกคำสั่ง “เส้นทางจากที่นี่” จะปรากฎหมุด A ขึ้นมา (ขั้นตอนที่ 2 ในภาพ) ต่อไปก็กำหนดจุดหมายปลายทางด้วยการคลิ้กขวาที่ตำแหน่งปลายทาง ในทีนี้ก็คือ โรงเรียน บดินทร์เดชาของเรา แล้วเลือกคำสั่ง “เส้นทางจากที่นี่” จะปรากฎหมุด B ขึ้นมา (ขั้นตอนที่ 3) รวมทั้งมีเส้นสีม่วงแสดงเส้นทาง

Google ฉลาดพอตัว (แต่ไม่ถึงกับฉลาดมาก) ในการแนะนำเส้นทางหลายเส้นให้เราเลือกเดินทาง (ขั้นตอนที่ 4) คุณสามารถคลิ้กเพื่อเลือกเส้นทาง Google ก็จะอัพเดตเส้นสีม่วงตามไปด้วย โปรดสังเกตุว่า มีระบุระยะทางจากจุดเริ่มต้นไปยังจุดหมายด้วย และรายละเอียดการเดินทาง (ขั้นตอนที่ 5)

มีที่น่าลองทำอีกอย่างหนึ่ง คือ เราสามารถจะเลือกวิธีเดินทางได้ด้วยว่า จะเดินไปหรือขับรถไป (ขั้นตอนที่ 6) เมื่อเลือกวิธีเดินทาง เส้นทาง ระยะทาง ระยะเวลาก็จะเปลี่ยนไปตาม

ลองใช้งานดูนะครับ แล้วลองคิดว่าจะเอาไปใช้ทำอะไรได้อีก ก็ comment กันมาได้เลยครับ!

Add comment มิถุนายน 16, 2009

ถ่ายวิดีโอการเติบโตของต้นไม้

เวลาที่ดูสารคดี แล้วได้เห็นภาพต้นไม้เติบโตอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึงนาที ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว อาจใช้เวลาหลายวัน คนที่ถ่ายทำสารคดีเหล่านั้น เขาทำได้อย่างไร คำตอบก็คือ เขาใช้เทคนิคการถ่ายทำที่เรียกว่า Time-Lapse Photography

เทคนิคนี้อาศัยการถ่ายภาพวัตถุเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเว้นระยะเวลาในการถ่ายแต่ละภาำพนานหน่อย เช่น ถ่ายทุกๆ 10 นาที ทั้งนี้ขึ้นกับว่า การเปลี่ยนแปลงของวัตถุเป้าหมายนั้นเร็ว-ช้าในอัตราเท่าใด

หากเป็นเมื่อก่อนการถ่ายภาพด้วยเทคนิคนี้อาจทำไม่ได้ง่ายนัก ต่างจากปัจจุบันที่ทำได้ง่ายมากขึ้น เพียงคุณมีกล้องเว็บแคมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือกล้องดิจิตอลบางรุ่นที่สามารถถ่ายภาพแบบ Time-Lapse ได้ อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้วิธีไหนก็ขึ้นอยู่กับข้อจำกัด ข้อดี ข้อเสียของแต่ละวิธี เช่น การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ควบคุมการถ่ายภาพจะดีตรงที่คุณสามารถจะกำหนดให้ถ่ายภาพทุกๆ นาที ชั่วโมง หรือเป็นวันได้ ซึ่งถือว่ายืดหยุ่นกว่าการใช้กล้องดิจิตอลมาก อย่างไรก็ตาม คุณก็ต้องเปิดเครื่องทิ้งไว้ตลอดเวลาที่บันทึกภาำพ

ไม่อยากเสียเวลาไปมาก ผมขอเริ่มด้วยวิธีแรกกันเลย คือ การถ่ายภาพด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์และเว็บแคม ก่อนอื่น คุณจะต้องมีโปรแกรมที่ควบคุมการถ่ายภาพ ซึ่งความจริงอาจมีหลายโปรแกรม อย่าง CameraScope ที่เคยแนะำนำไปแล้ว หรือจะใช้โปรแกรมฟรีของไมโครซอฟท์ที่ชื่อว่า  Webcam Timershot ก็ได้ โดยสามารถเข้าไปดาวน์โหลดที่เว็บไซต์ของไมโครซอฟท์ (http://www.microsoft.com/windowsxp/downloads/powertoys/xppowertoys.mspx)

โปรแกรมนี้มีขนาดเล็กใช้เวลาดาวน์โหลดไม่นาน พอติดตั้งเสร็จแล้ว ก็ใช้งานได้เลย (โดยคุณจะต้องติดตั้งกล้องเว็บแคมก่อนนะครับ) ซึ่งคุณสามารถจะกำหนดว่าจะถ่ายภาพทุกๆ กี่วินาที นาที ชั่วโมง หรือกี่วันต่อครั้ง รวมทั้งกำหนดชื่อไฟล์ และตำแหน่งโฟลเดอร์ที่จะจัดเก็บไฟล์ภาพ

เมื่อเราถ่ายภาพมาได้ตามต้องการแล้ว ขั้นตอนต่อไป เราก็ต้องนำภาพเหล่านี้มาแปลงเป็นวิดีโอ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว โปรแกรมตัดต่อวิดีโอต่างๆ สามารถทำแบบนี้ได้อยู่แล้ว หากคุณขี้เกียจไปหาที่ไหน ก็ใช้โปรแกรม Movie Maker ที่แถมมากับวินโดวส์ เอ็กซ์พีก็ได้ ง่ายดีด้วย

ผมคงไม่ลงรายละเอียดวิธีการทำในตอนนี้ แต่หากคุณสนใจ อยากจะลองทำ แต่ทำไม่เป็น หรือติดปัญหาก็แจ้งมาได้ (เขียน Comment ลงในหัวข้อนี้) เผื่อจะช่วยแนะนำได้ครับ และหากคุณสนใจเทคนิคหรือความรู้มากกว่านี้ ก็ลองเข้าไปค้นหาคำว่า Time Lapse Photography ด้วย google ก็จะเห็นว่ามีข้อมูลมากมาย รวมทั้งอาจมีวิดีโอที่ทำเสร็จแล้วให้ดาวน์โหลดไปเปิดให้นักเรียนดูได้ด้วย

ปล. ลองเข้าไปที่นี่ก็ได้นะครับ แต่เป็นภาษาอังกฤษนะ
http://www.zardec.net.au/keith/lapse2.htm

Add comment มิถุนายน 5, 2009

ใช้ Blog รวบรวมความรู้จากการบ้าน

สืบเนื่องจากหัวข้อที่แล้ว “ครูควรตั้งโจทย์อย่างไร ให้ตัวเองได้ความรู้ด้วย” ผมลองคิดต่อว่า หากครูตั้งโจทย์เป็นการบ้านอย่างนั้นจริง ถึงเวลาส่งคำตอบจะ่ส่งกันอย่างไร เช่น ส่งแบบเก่า คือ เขียนบนกระดาษแล้วส่ง หรือส่งทางอีเมล์ เป็นต้น

แต่พอคิดว่า หากคำตอบจากโจทย์นั้น คือความรู้ใหม่ ที่ทั้งครูและนักเรียนทุกคนที่ทำการบ้าน ก็ควรจะได้รับรู้ไปด้วยกัน วิธีการทั้งสองแบบข้างต้นจึงไ่ม่เวิร์กนัก แต่วิธีที่ดีกว่า คือ การใช้ Blog

เริ่มด้วยคุณครูลงทะเบียนสร้าง Blog ขึ้นมา ตั้งโจทย์เป็นกระทู้หนึ่ง จากนั้นให้นักเรียนเข้าไป post คำตอบในช่อง “ข้อคิดเห็น (Comment)” ในกระทู้นั้น วิธีนี้ คุณครูก็จะสามารถรับทราบได้ว่า มีใครเข้ามาใส่คำตอบบ้าง เด็กๆ ก็อ่านคำตอบของคนอื่นๆ ได้ด้วยพร้อมๆ กัน แถมทุกอย่างจะรวมอยู่ในที่เดียว หากจะนำไปใช้ประโยชน์ต่อก็ทำได้ง่ายมาก

Add comment มิถุนายน 3, 2009

ครูควรตั้งโจทย์อย่างไร ให้ตัวเองได้ความรู้ด้วย

เมื่อวานผมถามลูกชายถึงการบ้านที่เขากำลังทำอยู่ เพราะเห็นง่วนอยู่กับอินเตอร์เน็ต คำตอบที่ได้คือ ครูให้หารายชื่อนักวิทยาศาสตร์ แล้วแบ่งประเภทว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์บริสุทธ์ (ไม่เกี่ยวกับ Virgin) กับวิทยาศาสตร์ประยุกต์

ผมเลยถามต่อว่า แล้วได้ชื่อนักวิทยาศาสตร์คนไหนบ้างล่ะ เอดิสันอย่างนี้ อาคีมีดีส กาลิเลโอ เป็นต้น ผมบอกกับลูกทันทีเลยว่า โอ้โห ทำไมมีแต่นักวิทยาศาสตร์รุ่นเก่า เก๋ากึ๋ก ทั้งนั้นเลย สมัยพ่อเรียนก็รู้จักแล้ว นี่พ่อเรียนมา 30 กว่าปีแล้วนะเนี่ย สมัยลูกก็ยังเหมือนเดิมหรือเนี่ย

เรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของพี่คนหนึ่งที่มักจะได้รับเชิญให้ไปเป็นวิทยากรบรรยายในองค์กรใหญ่ๆ มาหลายแห่ง เขาพูดไว้ว่า “เวลาสอนคนอื่น อย่าให้ความรู้เขาไปอย่างเดียว ต้องเอาความรู้จากคนฟังด้วย เรื่องอะไรจะเหนื่อย แล้วรู้เท่าเดิม”

นี่จึงเป็นที่มาของหัวข้อนี้ คือ ครูควรจะตั้งโจทย์การบ้านอย่างไร จึงจะทำให้ตัวครูเองได้ความรู้มากขึ้นด้วย ลองคิดดูซิครับว่า หากเด็กนักเรียนแต่ละคน ซึ่งรวมๆ แล้ว อย่างที่บดินทร์นี่ก็ตกประมาณ 800 คน หากเด็กเหล่าี้นี้หาคำตอบที่เป็นความรู้ใหม่ๆ เราจะได้เรียนรู้มากขึ้นขนาดไหน?

อย่างโจทย์ที่ลูกชายผมได้รับมานั้น หากเราดัดแปลงอีกหน่อยให้เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่น หาชื่อนักวิทยาศาสตร์ที่มีผลงานทางด้าน พลังงานทดแทน นาโนเทค หรือไบโอเทค อย่างนี้มั่นใจได้แน่นอนว่า เราจะได้ความรู้ใหม่แน่ๆ

ทำไมถึงคิดตั้งโจทย์แบบนี้ ก็เพราะเรื่องพลังงานทดแทน นาโนเทค กับไบโอเทค จะกลายเป็นเรื่องที่สำคัญมากในอนาคตอันใกล้นี้ กว่าเด็กเหล่านี้จะเรียนจบ ทำงาน เขาควรจะรู้ว่า ควรเรียนวิทยาศาสตร์สาขาไหน ที่มีอนาคตแน่ๆ

ปล.  ผมถามลูกถึง นักวิทยาศาสตร์ไทย ก็ได้คำตอบเพียง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ก็น่าคิดนะครับว่า เด็กๆ เราไม่รู้ว่ามีนักวิทยาศาสตร์ท่านอื่นๆ อีกหลายท่าน ที่เราควรรู้จักผลงานของท่านเหล่านั้นเช่นกัน ใครบ้างหรือ? ตั้งเป็นโจทย์ซิครับ!

Add comment มิถุนายน 3, 2009

เกมส์ออนไลน์ที่ “ยิ่งติด ยิ่งดี”

เวลาพูดถึงเกมส์ออนไลน์กับเด็ก เราจะนึกถึงปัญหาเด็กติดเกมส์เป็นอันดับแรก รองลงมาก็ภาพความรุนแรงจากเกมส์ยิงกันที่มีผลต่อพฤติกรรมของเด็ก เงินและเวลาที่ถูกผลาญไปกับการเล่นเกมส์ เป็นต้น

เมื่อไม่นานมานี้ ก็มีข่าวที่พูดถึงเด็กนักเรียนไทยที่เปลี่ยนจากคนเล่นเกมส์ มาพัฒนาเกมส์แทน ก็น่าชื่นชมสำหรับความสามารถของเด็กไทย แต่อยากบอกว่า เก่งอย่างเดียวไม่พอ ต้องกล้า และคิดนอกกรอบในทางที่ดีด้วย  เพราะพอรู้ว่าเกมส์ที่พัฒนาขึ้นมานั้น เป็นเกมส์ประเภทยิงกันตายอยู่ดี ก็ทำให้รู้สึกว่า ตอนนี้เราก็มีเพียงคนที่พัฒนาเกมส์ที่เป็นปัญหาขึ้นมาอีักเกมส์เท่านั้น

ผมคิดว่าเราน่าจะย้อนกลับมาจุดเริ่มต้นว่า จุดประสงค์ของเกมส์ คืออะไร ส่วนใหญ่เกมส์จะเน้นเพื่อสร้างความตื่นเต้น สนุกสนาน ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้เกิดความสุขแก่ผู้เล่น ดังนั้นจึงมีคำถามว่า มีแต่แข่งขันกัน ยิงกัน เท่านั้นหรือที่จะสร้างความสุขให้คนเล่นเกมส์ได้ ลองดูคำตอบจากเกมส์ออนไลน์นี้ดูซิครับ

Akola เป็นเกมส์ที่มีแนวคิดดี คือ ต้องการสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ด้วยการทำดี ซึ่งแน่นอนว่า สุดท้ายคนที่ทำดีจะได้รับความสุขทางใจจากการทำดี ไม่มีแพ้หรือชนะ ดังนั้นไม่มีใครหงุดหงิดที่แพ้ แถมยังมีแนวคิดในการกระจายเชื้อความดีต่อไปในวงกว้างด้วย ลองมาดูกันครับว่า เกมส์นี้มีหลักการอย่างไร เผื่อใครสนใจจะนำไปพัฒนาต่อยอด

เกมส์นี้จะมีแผนปฏิบัติการ หรือ Mission ที่ผู้เล่นจะต้องทำให้สำเร็จ ซึ่งมาในรูปของ mission card (เงิน $5 กับ การ์ด Mission 25 ใบ) การ์ดแต่ละใบจะระบุเป้าหมายในการทำความดี เช่น

  • Donate an Hour of Your Time – บริจาคเวลา 1 ชั่วโมงของคุณ
  • Give Someone a Book – มอบหนังสือให้ใครสักคน
  • Send Drinks to a Couple in Love – มอบเครื่องดื่มให้กับคู้รัก

แต่ละการ์ด “ทำดี” จะมีหมายเลข Mission ID เพื่อใช้ในการติดตามดูผลการปฏิบัติการทางเว็บได้ เมื่อผู้เล่นทำความดีตามการ์ดว่าแล้ว ก็จะส่งการ์ดนั้นให้กับผู้ที่รับผลดีนั้นไป คนนั้นก็จะต้องล็อกออนเข้าไปที่เว็บไซต์ของเกมส์เพื่อลงทะเบียนแผ่นการ์ดนั้นว่า และเขียนเล่าประสบการณฺ์ที่ได้รับความดีนั้น (อาจแนบภาพหรือวิดีโอลงไปด้วยก็ได้) ถึงตรงนี้ เขาอาจเลือกที่จะเล่นเกมส์ด้วย เป็นฝายทำดีให้คนอื่นบ้าง นี่คือจุดที่ผมเรียกว่า กลไกในการแพร่เชื้อความดี

ในขณะเดียวกัน ผู้เล่นคนที่เริ่มต้นทำความดี ก็จะเข้ามาใส่รายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติการนั้นด้วย และก็จะได้รับคะแนนจากการทำดี และเลื่อนขั้นไปเล่นในขั้นต่อไป

อีกจุดหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับเกมส์นี้ ก็คือ คนที่เริ่มต้นทำดี สามารถจะติดตามดูต่อไปได้ว่า ผลจากครั้งนั้น ทำให้มีใครบ้าง (ทั่วโลก) ที่ทำความดีต่อ ทำให้ผมนึกถึงโฆษณาชิ้นหนึ่ง ที่พูดถึงการทำดีให้ต่อกันไปอย่างไม่รู้จบ ด้วยหลักการแบบนี้ เริ่มจาก 1 คนทำีดีให้ 25 คน อีก 25 คนทำดีต่อไปกับอีกคนละ 25 คน กลายเป็นระบบส่งต่อความดีแบบทวีคูณได้

อาจมีคนถามว่า เราจะกำหนด Mission ได้เองไหม คำตอบก็คือ คุณสามารถแนะนำ Mission ใหม่ๆ รวมทั้งออกแบบการ์ดได้ด้วย

เชื่อไหมว่า ภายในเวลา 1-2 เดือนที่เริ่มเกมส์นี้ มีแผนปฏิบัติการความดี ที่สำเร็จลุล่วงไปกว่า 2,000 เรื่อง ใน 33 ประเทศ โดย 60% ของผู้มาร่วมเล่นเกมส์นี้ เป็นเพราะพวกเขาได้รับการ์ดจากผู้เล่นคนก่อนหน้า

ไม่เพียงผู้เล่นที่ทำความดี แม้แต่ Akoha เองก็มีแผนทำดีเช่นกัน โดยร่วมกับสปอนเซอร์รายอื่นๆ เพื่อจะสร้างห้องสมุดที่เนปาล เมื่อจำนวน Mission สำเร็จลุล่วงถึง 25,000 เรื่อง

www.akoha.com

ปล. ที่เว็บ (http://community.akoha.com/help/learn/) ยังมีคำอธิบายการเล่นเกมส์ที่ดูแล้วเข้าใจง่ายดี จัดเป็นรูปแบบในการอธิบายเรื่องราวที่น่านำมาประยุกต์ใช้นะครับ

Add comment มิถุนายน 3, 2009

ใช้เครื่องเล่น MP3 บันทึกเสียงการสอน

เครื่องเล่น MP3 กับนักศึกษามหาวิทยาลัย เป็นของที่คู่กันมานานหลายปีแล้ว แม้ว่านักศึกษาไทยจะใช้งานเครื่องเล่น MP3 ช้ากว่าในมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ที่เขานิยมใช้เครื่อง iPod คือทางสถาบันศึกษาเตรียมไฟล์ MP3 และไฟล์วิดีโอ เอาไว้ให้นักศึกษาดาวน์โหลดไปลงเครื่อง MP3 (สมัยนี้คงต้องอัพเกรดตัวเองมาเป็นเครื่อง MP4 แล้ว เพราะสามารถฟังเสียงจากไฟล์ MP3 และดูไฟล์วิดีโอได้ด้วย) ทำให้การเรียนรู้สามารถทำได้ในสถานที่และเวลาซึ่งเมื่อก่อนใช้เรียนรู้ไม่ได้ เช่น ขณะเดินทางไปกลับโรงเรียน-บ้าน ซึ่งนับวัน เราจะเสียเวลาไปกับการเดินทางมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะรถติด

นอกจากการใช้เล่นไฟล์เสียง MP3 หรือไฟล์วิดีโอแล้ว ที่นักศึกษาใช้กันมาก คือ บันทึกเสียงการสอนของอาจารย์ แต่สำหรับเด็กมัธยมลงไป การบันทึกเสียงการสอนอาจทำไม่ได้ ด้วยเหตุผลบางประการ เช่น

  • คุณครูในโรงเรียนมัธยมและประถมค่อนข้างมีบทบาทต่อนักเรียนมาก สามารถใช้วิจารณญาณของตนในการสั่งการบางอย่างตามที่ตนเองเห็นสมควร โดยที่นักเรียนอาจไม่สามารถโต้่แย้งได้มากนัก เช่น คุณครูอาจยึดเครื่องเล่น MP3 ไว้ (คืนหลังเลิกเรียน)
  • ในการบันทึกเสียงนั้น โดยเฉพาะในกรณีอย่างนี้ เราจำเป็นต้องมีการแจ้งให้คุณครูทราบด้วยว่าจะมีการบันทึกเสียง เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง
  • ในความเห็นของครู อยากจะเตรียมการสอนให้พร้อมก่อนจะมีการบันทึก เพื่อให้ได้บันทึกการสอนที่ดี ครบถ้วน และสามารถนำไปใช้กับห้องอื่นๆ ได้ ไม่จำเป็นต้องบันทึกในห้องอื่นๆ ให้ซ้ำซ้อนอีก

จะเห็นว่า ประเด็นส่วนใหญ่ จะเกี่ยวข้องกับครูผู้สอน สำหรับผู้ปกครองนั้น เพียงต้องการใช้บันทึกการสอนนี้เพื่อทบทวนการเรียนของลูกเท่านั้น แต่การจะเริ่มต้นด้วยตัวยลำพังนักเรียนหรือผู้ปกครองคงทำได้ยาก หากทางโรงเรียนและครูไม่เอาด้วย

Add comment มิถุนายน 2, 2009

ทดลองฟิสิกส์กับกล้องเว็บแคม

วิชาฟิสิกส์เป็นวิชาหนึ่งที่น่าสนุึก หากสามารถทดลองให้เห็นได้ (ความจริงวิชาวิทยาศาสตร์ล้วนสนุกทั้งนั้น หากได้ตั้งสมมุติฐาน ได้คิด และทดลองเพื่อพิสูจน์สมมุติฐาน) และผมก็ค่อนข้างชื่นชมทีมผู้ออกแบบชุดทดลองต่างๆ ว่า เขาสามารถออกแบบชุดทดลองให้ใช้งา่นง่ายๆ มีราคาถูก อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่า หากนักเรียนที่เป็นนักทดลองมีเครื่องมือทดลองที่สามารถช่วยให้เขาทดลองได้เร็วขึ้น เก็บบันทึกและช่วยประมวลผลได้รวดเร็วขึ้น ก็จะทำให้นักเรียน (และคุณครู) ไม่ต้องเสียเวลาไปกับการบันทึกและประมวลผล จนเรามีเวลามาทดลองได้หลายๆ ครั้ง โดยที่แต่ละครั้งก็ปรับเปลี่ยนตัวแปร หรือสมมุติฐานใหม่ได้

ตัวอย่างที่จะยกให้เห็นนี้ เป็นซอฟต์แวร์แจกฟรี ชื่อ CameraScope (จากเว็บไซต์) ซึ่งซอฟต์แวร์นี้ไม่เพียงใช้สำหรับจับภาพจากเว็บแคม หรือกล้องดิจิตอล (บางรุ่น) แล้ว ยังมีความสามารถในการช่วยเราวัดระยะจากภาพถ่ายดิจิตอล แล้วบันทึกข้อมูลลงโปรแกรม Excel (ทั้งนี้เราสามารถวัดระยะได้หลายจุดเพื่อบันทึกลงในเอ็กเซลได้เรื่อยๆ

เมื่อบันทึกข้อมูลเสร็จแล้ว ก็สามารถใช้ Excel ในการคำนวน สร้างกราฟ ได้ง่ายๆ (หากผู้ทดลองใช้ Excel ได้คล่อง)

ผมดูตัวอย่างที่เขาทดลองทิ้งลูกบอลที่ความสูงระดับหนึ่ง แล้วใช้กล้องเว็บแคมกับโปรแกรม CameraScope นี้ในการจับภาพลูกบอลกระเด้งขึ้นลง ทุกๆ 0.033 วินาที แล้วนำผลที่อยู่ใน Excel ไปประมวลต่อเป็นกราฟ

physics

Fig5

ขอชมว่า เขาแสดงตัวอย่างได้ดีทีเดียว มีการให้ Excel สร้าง Trendline ขึ้นมา (ใช้ทำได้ง่ายมาก) ทำเสร็จก็เห็นเลยว่าความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลกับเส้นสมการที่ได้จาก trend line นั้น ใกล้เคียงกันมาก (สังเกตุจากค่า R2 > 0.99 – เรื่องนี้ต้องมีความรู้ด้านสถิติจึงจะเข้าใจ) และจากสมการของ trendline ก็สามารถคำนวนความเร่ง (g) ได้โดยการ Diff สมการกำลังสองของ Trendline

จะเห็นว่าเมื่อใช้วิธีนี้ เราไม่ต้องเสียเวลาในการคำนวนหาสมการ trendline เลย (จริงอยู่ที่การจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่ง หากเก่งคริตศาสตร์ด้วยก็จะดี) และหากเด็กกลุ่มอื่นจะนำเอาข้อมูลมาแทนที่ข้อมูลเดิมก็สามารถ plot กราฟใหม่ได้ทันที ไ่ม่ต้องเสียเวลาเซตใหม่

จุดสำคัญของเรื่องนี้ ไม่เพียงเรื่องการใช้เครื่องคอมพ์มาช่วยในการทดลอง แต่อยู่ที่การให้ความสำคัญกับการทดลอง มากกว่าการบันทึกและคำนวน ตราบใดที่เรายังแยกกันสอน 2 วิชานี้

Add comment มิถุนายน 1, 2009

คำตอบของคำถาม “คุณใช้คอมพ์ทำอะไร?” (ตอน 2)

จากหัวข้อเดียวกันที่เคยเขียนไว้เมื่อวันก่อน ผมได้รับข่าวดีจาก ผอ. บรรจง ปัทมาลัย
โรงเรียนเชียงกลมวิทยา จ.เลย ที่ท่านชอบแนวคำถามที่ผมตั้งไว้ จนทำเป็นโครงการที่มีชื่อเก๋มากว่า “ประยุกต์ใช้ ICT ทำความดีทุกวัน”

ผมขออนุญาติ Copy ภาพและข้อความบางส่วนจากบล็อกของท่าน ผอ. ที่ http://gotoknow.org/blog/modellabschool/262356 มาไว้ที่บล็อกของผมด้วย (เป็น backup เอาไว้นะครับ – ความจริง อยากเก็บเป็นหลักฐานในการทำความดีเช่นกันครับ)

IctProject

ท่านพิมพ์เป็นเอกสารข้างต้นแจกทุกห้องเรียนให้ติดบอร์ด และท่าน ผอ. เองก็ขึ้นพูดหน้าเสาธงตั้งแ่ต่เมื่อวันที่ 18 พค. 2552

openproject1

ท่านให้เหตุผลไว้ว่า

————————

“ผมอยากทำโครงการนี้มากเพราะ

  1. นักเรียนผมอยู่บ้านนอก ความเป็นอยู่แบบชาวบ้านทิ้งขยะตามใจชอบ (ที่บ้าน)
  2. เรามีเทคโนโลยีพร้อมให้เลือกปฏิบัติ

ผลที่เกิดขึ้นใน 2-3 วันนี้ มีนักเรียนหญิง 2-3 คน ส่ง sms มา และผมก็ตอบทุกคนไปแล้ว ผมอยากให้เด็กระบุชื่อด้วย เพราะการทำความดีไม่ค้องอายใคร

นี่คือข้อความที่ผมได้รับ และตอบไป(บางคนที่ส่งกลับให้ตนเอง)

  1. +66833560xxx “สวัสดีคะ คุณครู วันนี้หนูได้ทำความดีช่วยพ่อแม่หลายอย่าง เช่น ล้างจาน กวาดบ้าน วันนี้หนูไม่มีอะไรจะเขียนมาก เอาไว้โอกาสหน้าหนูจะเขียนมาใหม่คะ  23.13.00  18/05/2009
  2. +66854627xxx วันนี้ หนูได้ทำความดีคือ ลดภาวะโลกร้อน โดยการนำเอาน้ำที่ซักผ้าเสร็จแล้วมารดต้นไม้แทนการทิ้งน้ำโดยเปล่าวประโยชน์ ค่ะ จาก กิตติยา สุวรรณชาติ 3/1  17.57.02   19/05/2009
  3. +66810618xxx หนูกับเพื่อนเพื่อในกลุ่มเก็บสะสมขวดน้ำไว้ขายเอาเงินซื้อขนมกินด้วยกันคะ 6/1  15.48.49  20/05/2009
  4. +66854627xxx วันนี้หนูได้ทำความดีคือ เวลากินขนมในโรงเรียนเสร็จเมื่อมีขยะหนูจะเก็บยัดใส่กระเป๋ากางเกงและเมื่อเจอถังขยะหนูค่อยทิ้งลงถังคะ  กิตติยา สุวรรณชาติ 3/1 18.44.44  20/05/2009
    ขอบใจมาก ขอให้ทำตลอดไปประเทศไทยจะสะอาด (อันนี้ ผอ. ตอบ)

ข้อสังเกต มีเฉพาะส่งทางมือถือ และเป็นนักเรียนหญิง

ผมจะติดตามต่อไป และใช้เวลาก่อนจะประเมินโครงการ

ท่านใดมีความคิดเห็นอย่างไร แลกเปลี่ยนกันได้ครีบ โดยเฉพาะคุณณรงค์พร เหล่าศรีสิน ขอบคุณมากเป็นพิเศษที่จุดประกายให้”

————————

เมื่อผมได้รับทราบเรื่องราวนี้ ก็รู้สึกทึ่งทั้ง ผอ. และเด็กๆ ที่ action รวดเร็วดีจังเลย ผมเองก็อดปลื้มไม่ได้ (อมยิ้มเลยครับ) พรุ่งนี้ต้องไปเสวนากับ CIO หลายๆ ท่าน ก็คงต้องเอาไปเล่าให้พวกเขาัฟังบ้าง เพราะ CIO ที่ดูแลด้าน ICT ของบริษัท เป็นคนที่นำ ICT ไปใช้กับธุรกิจ หากให้ช่วยคิดว่า จะเอา ICT มาทำความดี ดูซิว่าจะมีไอเดียดีๆ อะไรมาฝากบ้างนะครับ

ปล. ดูเหมือนเด็กนักเรียนหญิงที่ชื่อ กิตติยา สุวรรณชาติ จะมีแววเป็นนักอนุรักษ์ รักษาสิ่งแวดล้อม นะครับ

Add comment พฤษภาคม 28, 2009

คุณใช้กล้องดิจิตอลทำอะไร? (ตอนที่ 2)

ผมยังจำคำพูดของนักเขียนรุ่นพี่ที่สนิทกันท่านหนึ่ง คือ พี่พงษ์ ผาวิจิตร (http://thinkfact.blogspot.com/) ที่พูดได้โดนใจมากว่า “ทำไมเราจะยังปล่อยให้คนไม่ดี มาคอยเอาเปรียบคนดีๆ อยู่เรื่อย

นี่เลยจุดประกายไอเดียของหัวข้อนี้ ที่ผมจะเสนอไอเดียในการใช้กล้องดิจิตอลถ่ายคนที่มีนิสัยชอบเอาเปรียบคนอื่น ซึ่งในกรณีนี้ คือ คนที่ัขับรถแบบมักง่ายในกรุงเทพนี่เอง

ด้วยความที่เส้นทางขับรถของผมจะต้องขับไปตามถนนรัชดาภิเษก เพื่อเลี้ยวซ้ายเข้าถนนลาดพร้าว ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว เลนซ้ายสุดก็จะเป็นเลนที่บังคับเลี้ยวซ้าย แต่ช่วงเลิกงานรถติดมาก ก็จะมีรถที่ต้องการเลี้ยวขวา แต่ทำตัวมักง่าย และเอาเปรียบคนอื่นด้วยการจอดติดไฟแดง ขวางไม่ให้รถอื่นเลี้ยวซ้ายได้ ซึ่งรถที่มักจะมาขวางก็คือ รถเมล์ (ขสมก เป็นจำเลยอีกแล้ว) และก็มีรถเก๋งบ้างเหมือนกัน

map1

งานนี้ถ่ายยากกว่าแบบที่แล้ว เพราะถ่ายจากรถไม่ได้ แต่โชคดีที่ตรงสี่แยกนั้นมีสะพานลอย เมื่อไปยืนถ่ายบนสะพานลอย ก็จะได้เห็นกันเลยว่าใครบ้างจอดขวาง แล้วเลี้ยวขวาแทนที่จะเลี้ยวซ้าย

ถึงตรงนี้ คุณคงคิดกันต่อได้แล้วว่า เราจะใช้กล้องไปถ่ายอะไรได้อีก ถ่ายอะไรที่ไม่ดี แล้วเอามาประจาน หรือไม่ก็ส่งเรื่องต่อให้คนที่มีอำนาจดูแล ไปบังคับให้คนที่ทำไม่ถูก ไม่ดี เลิกทำไม่ดีเสียที นอกจากกรณีตัวอย่างแล้ว ยังมีกรณีปัญหาอีกมาก ไม่ว่าจะเป็น มอเตอร์ไซต์ที่ชอบขับมาเฉี่ยวรถเรา หรือรถตู้รับส่งผู้โดยส่งที่ขับแซงซ้ายแซงขวาแบบแย่มากๆ เป็นต้น

คุณผู้อ่าน อาจสงสัยว่า เอ๊ะ ไหนว่า บล็อกนี้จะเล่าเรื่องการใช้ไอทีกับการศึกษา ก็ต้องเฉลยหน่อยครับว่า หากคุณครูที่สอนวิชาสังคม หรือชมรมถ่ายภาพของโรงเรียน เอาไอเดียนี้ไปใช้ ก็เท่ากับว่า เรากำลังสอนให้นักเรียนรู้จักใช้เทคโนโลยีเพื่อช่วยเหลือสังคม นี่ไม่ใช่หรือแก่นแท้ของการสอนวิชาสังคม

Add comment พฤษภาคม 27, 2009

คุณใช้กล้องดิจิตอลทำอะไร? (ตอนที่ 1)

ติดใจกับหัวข้อที่แล้วว่า “คุณใช้คอมพ์ทำอะไร?” เลยลองตั้งทำนองเดียวกันต่อ

เชื่อซิ! ว่าจะมีคนตอบว่า “ก็ใช้ภาพถ่ายนะซิ”

เปล่าครับ ผมไม่ได้กำลังกวน ใครๆ ก็รู้ว่ากล้องดิจิตอลใ้ช้ถ่ายภาพ แต่คำถามจริงๆ คือ คุณถ่ายอะไร แล้วได้อะไร

ผมเคยลองเอากล้องดิจิตอล Fuji FinePix Z100 ขนาด 8 ล้านพิกเซล ติดไว้ที่กระจกหน้ารถ ขณะขับรถไปทำงานตอนเช้า ด้วยจุดประสงค์คือ เพื่อถ่ายภาพการจราจรในท้องถนนลาดพร้าว ซึ่งภาพดีๆ ที่ผมหมายตาไว้ก็คือ ภาพรถเมล์พ่นควันดำ

ครั้งแรกที่ทดลองถ่ายภาพรถเมล์ควันดำ ก็เรียนรู้ความผิดพลาดเลยว่า เราถ่ายเป็นภาพนิ่งไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจะได้จังหวะพอดีไหม มีบางภาพเหมือนกันที่ถ่ายได้จังหวะเหมาะ คือเห็นควันดำพ่นออกมาเต็มเลย แต่ก็มีปัญหาว่า ควันดำปกปิดเลข กท รถ เสียหมด

ไม่ไ้ด้ครับ งานนี้ต้องถ่ายให้ได้หลักฐานมัดตัวแบบคาหนังคาเขา เลยเปลี่ยนเป็นโหมดบันทึกวิดีโอ ซึ่งกล้องรุ่นนี้บันทึกได้ละเอียดสุดเพียง 640 x 480 พิกเซล ซึ่งผมก็ห่วงเหมือนกันว่าความละเอียดจะเพียงพอที่จะเห็นเลขทะเบียนรถหรือไม่ ผลจากการทดลอง ทำให้ผมรู้ว่า ผมต้องขับรถเข้าต่อท้ายรถเมล์ (ที่ต้องสงสัย) เลย แล้วรอจังหวะที่รถออกตัว ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า นั่นคือจังหวะที่รถจะพ่นควันดำออกมามาก

มีอยู่จังหวะหนึ่ง ขณะที่ผมกำลังบันทึกวิดีโอของรถเมล์ควันหนึ่ง จังหวะที่รถพ่นควันดำแบบเต็มที่ ผมก็เหลือบไปเห็นผู้หญิงวัยกลางคนรีบเอามือหนึ่งปิดจมูก อีกมือก็โบกควันพิษให้ไปไกลตัว เห็นอย่างนี้แล้ว ทำให้ผมรู้ทันทีว่า ที่ผมกำลังทำอยู่นี้ มาถูกทางแล้ว นี่หากคนที่อยู่ตามป้ายรถเมล์ช่วยกันถ่ายภาพหรือวิดีโอก็คงจะดีไม่น้อย (แต่บอกตามตรงว่า โทรศัพท์มือถือในปัจจุบันมีความสามารถในการบันทึกวิดีโอได้ “กระจอก” มากๆ)

ผลจากการใช้กล้องดิจิตอลในการถ่ายวิดีโอของรถเมล์พ้นควันดำครั้งนั้น เป็นที่น่าพอใจ และผมก็ใช้โปรแกรม Movie Maker ที่มากับ Windows XP เพื่อแยกเอาภาพในจังหวะที่ต้องการจากไฟล์วิดีโอ ออกมาเป็นไฟล์ภาำพนิ่ง (jpg) จากนั้นก็นำไปโพสต์ไ้ว้ในเว็บไซต์ “ประชาปิติ” หรือ  www.prachapiti.org

เพื่อให้เว็บที่ทำหน้าที่ต่อ โดยการส่งภาพที่ฟ้องนี้ให้กับ ขสมก หรือหน่วยงานที่ดูแลรถร่วมบริการ หรือส่งให้ผู้ว่ากทม (ส่งให้หลายๆ คน จะได้ช่วยกันตรวจสอบ) แล้วคอยติดตามผลแทนเราว่า ตกลงเจ้ารถควันดำนั้นได้รับการแก้ไขหรือยัง

นี่คงเป็นตัวอย่างหนึ่งของคำตอบที่สร้างสรรค์ว่า เราจะใช้กล้องดิจิตอลทำอะไรได้บ้าง ผมยังมีตัวอย่างดีๆ ที่จะมาเล่าให้ฟังอีก ติดตามอ่านต่อนะครับ

Add comment พฤษภาคม 27, 2009

Previous Posts


หมวดหมู่

เรื่องล่าสุด

ความเห็นล่าสุด

ตู่ on ยินดีต้อนรับ
บรรจง ปัทมาลัย on ยินดีต้อนรับ

บล็อกส่วนบุคคล

Blogroll

Feeds